บทที่ 6 ชิดๆ กันหน่อย

ตอนที่ 6 ชิดๆ กันหน่อย

หัวใจของแม่ชุ่มชื้นขึ้นมาในทันที เมื่อลูกชายเพียงคนเดียวเดินประคองกอดเอวพาเธอมาส่งจนถึงเตียงนอน แถมยังผ้าห่มมาคลุมให้แล้วนั่งเฝ้าแม่บังเกิดเกล้าอย่าเธอ

“แม่รู้ว่าแกอาจจะโกรธเคืองแม่เรื่องการแต่งงาน แต่ฟังแม่นะภารัญ ตลอดชีวิตนี้ที่ผ่านมามีครั้งไหนหรือเปล่าที่แม่คิดร้ายต่อลูก หรืออยากเห็นลูกมีความทุกข์ ตอนเด็ก ๆ แกซนมากชอบหนีแม่ออกไปวิ่งเล่นคนเดียวบ่อย ๆ แกเคยโกรธแม่จนไม่ยอมกินข้าวกินปลา”

“นั่นเพราะคุณแม่รู้ว่า ข้างนอกนั้นมีอันตราย แต่ว่า....”

“แม่รู้ว่าตอนนี้แกไม่ใช่เด็กเล็ก ๆ ที่แม่จะสามารถบังคับหรือชี้นิ้วบอกอะไรได้ แต่ขอให้แกเชื่อมั่น และไว้ใจแม่คนนี้ว่าแม่มีเพียงความปรารถนาดีต่อลูก ตอนที่แกพาแม่ลิตามาแนะนำ แม่ไม่เคยค้าน ไม่เคยขัดไม่เคยคิดห้ามปราม ขัดขวาง”

“แล้วทำไมตอนนี้คุณแม่ถึงไม่ชอบลิตาละครับ”

“สติ...ภารัญ แม่จะไม่พูดหรอกว่าทำไม เพราะสิ่งที่หลุดจากปากแม่ไป อาจทำให้แกเกลียดแม่ แต่แม่ของให้แกใช้คำนี้กลับไปมองผู้หญิงคนนั้นอีกครั้ง แล้วแกจะเข้าใจทุกอย่าง”

ภายในห้องนอนอันเงียบสงบ ภารัญเดินกลับมานั่งลงยังเตียงนุ่ม หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเปิดดูข้อความที่ถูกส่งมาจากแฟนสาว

ลิตา : วันพรุ่งนี้จิมมี่จะเดินทางมาจากอิตาลี คุณมาดื่มฉลองต้อนรับเขาด้วยกันนะคะ

ภารัญ : ตก..... // ปลายนิ้วหยุดชะงักไม่ได้พิมพ์ข้อความถัดไป อยู่ ๆ คำพูดของแม่และมนตกานต์ก็วิ่งแทรกเข้ามาในหัว

“....คุณป้าเข้าโรงพยาบาลทั้งหมดหกครั้ง แต่ทุกครั้งคุณมัวแต่ไปอยู่กับคุณลิตาอะไรนั่น....”

“สติ...”

เหมือนมีใครสักคนเดินเอาถังน้ำเย็นมาสาดโครมใส่ เมื่อเขานึกย้อนถอยลงไป ดูเหมือนเขาจะให้ความสำคัญกับลิตามากเกินไปจริง ๆ

ภารัญ : ขอโทษนะลิตา พรุ่งนี้ผมไม่ว่าง

“เกิดอะไรขึ้นคะ ทำไมคุณถึงไม่ว่างหรือว่าแม่คุณบังคับอะไรอีก” ไม่ถึงสามวินาทีเมื่อข้อความนั้นถูกกดอ่าน ลิตากดโทรศัพท์กลับมาหาเขาในทันที

“ผมต้องไปถ่ายภาพพรีเว็ดดิ้งกับมนตกานต์อีกครั้ง”

วันนี้หลังจากออกไปกินมื้อเที่ยงกับลิตาเสร็จเรียบร้อย เขาได้รับข้อความจากมนตกานต์ว่าเธอกำลังนั่งรอเขาอยู่ที่สตูดิโอ หากแต่ลิตาทวงถามสัญญาเรื่องกระเป๋าแบรนด์เนมที่เขาบอกว่าจะซื้อให้ และหล่อนต้องการให้เขาพาไปซื้อในทันทีเพราะกลัวคนอื่นมาซื้อไปก่อน เขาจึงพาลิตาไปห้างสรรพสินค้าแทน 

“ทำไมยังต้องถ่ายอีก ห้ามไปนะคะ ถ้าคุณไปลิตาจะโกรธ อย่าไปหลงกลนั่งเด็กนั่น คุณแม่คุณก็เหมือนกัน เชื่อลิตาเถอะค่ะ ถ้าคุณยืนยันไม่ยอมไปถ่ายซะอย่าง คุณแม่จะมาบังคับอะไรได้ ถ้ายัยเด็กกานต์อยากถ่ายนักก็ให้มันถ่ายไปคนเดียว หรือถ่ายกับแม่คุณสองคนไงคะ วันแต่งงานก็ให้มันแต่งไปคนเดียว ดูสิว่ามันยังจะมีหน้าสู้หน้าใครได้ แม่คุณจะได้รู้ตัวสักทีว่าคุณรักลิตามากแค่ไหน”

“.................”

“ภารัญ จิมมี่อุตส่าห์บินมาหาเราจากอิตาลีนะคะ เขาเป็นเพื่อนที่ดีของเรา เดี๋ยวลิตาจะจองห้องไพรเวตรูม เลี้ยงฉลองต้อนรับเขา คุณว่าดีไหมคะ”

“เอาที่คุณเห็นว่าเหมาะสม ถ้าผมเสร็จธุระแล้วจะตามไป”

“ชิด ๆ กันอีกหน่อยสิลูก ภารัญเข้าไปใกล้น้องอีกนิด เอามือกอดน้องตรงนี้” คุณหญิงเพียงเพ็ญเดินเข้ามากำกับท่าทางของว่าที่บ่าวสาวด้วยตัวเอง

“นี่ชิดจนหนูจะหายใจไม่ออกแล้วนะคะคุณป้า” มือเล็กพยายามยันแผงอกของคู่หมั้นให้ถอยออกไป

“นิดเดียวนะลูก กอดกันค้างไว้อย่างนั้นแหละ ภารัญยิ้มหน่อยสิ”

รู้อย่างนี้สู้เขามาถ่ายตั้งแต่เมื่อวานน่าจะดี อย่างน้อยเด็กมนตกานต์ก็ไม่เคยร้องขอว่าต้องการให้เขากอด ให้เขาจูบ แถมยังช่วยพูดว่าให้พอได้แล้ว เนื่องจากช่างภาพกดชัตเตอร์รัวไปประมาณเกือบห้าร้อยรูป

“วันนี้ฉันต้องไปต้อนรับเพื่อนที่มาจากต่างประเทศ เดี๋ยวเธอพาคุณแม่กลับบ้านไปก่อนนะ เอาโทรศัพท์มา” ภารัญแบมือออกไปขอโทรศัพท์จากเด็กสาว

“ค่ะ” เด็กน้อยว่านอนสอนง่ายยื่นโทรศัพท์ให้ทันที

ภารัญชะงักเล็กน้อยเมื่อมองลงไปยังหน้าจอเห็นภาพพักหน้าจอซึ่งเป็นภาพของมนตกานต์ในชุดเจ้าสาว นั่งกอดเอวแม่ของเขากำลังส่งยิ้มหวานมาให้ทั้งสองคน

“ไปแอบถ่ายมาเมื่อไหร่เนี่ย”

“เมื่อกี้ค่ะ หนูชอบชุดนี้ คุณป้าก็ชอบเหมือนกัน”

“เอาละ ฉันเชื่อมต่อสัญญาณจีพีเอสโทรศัพท์ของเธอ เข้ากับมือถือของฉันแล้ว เบอร์ฉุกเฉินกดหาฉันใช้หมายเลขหนึ่งนะ ถ้าถึงบ้านแล้วส่งข้อความมาบอกฉันด้วย” ภารัญเปิดแอปพลิเคชันแล้วสอนการใช้งานให้กับสาวน้อยนันตาโต ถึง

“ค่ะ”

มนตกานต์ : หนูถึงบ้านแล้วนะคะ คุณป้าบอกว่าคืนนี้ให้คุณกลับมานอนบ้าน เพราะว่าพรุ่งนี้คุณป้าจะพาไปทำธุระ

ภารัญหยิบโทรศัพท์มือถือออกมากดอ่านข้อความ ก่อนจะวางมันลงไปบนโต๊ะ โดยมีสายตาของลิตาแอบมองอยู่ใกล้ ๆ นัยน์ตาหวานแฝงความร้ายกาจเจ้าเล่ห์เหล่มอง รอจนภารัญเผลอเธอจึงหยิบโทรศัพท์มือถือเครื่องนั้นกดรหัสผ่าน แล้วเข้าไปยังแอปพลิเคชั่นเพื่อส่งข้อความตอบกลับไป

ภารัญ : ฉันเมามากขับรถกลับไม่ไหว เธอช่วยมารับฉันที่โรงแรมเคเคหน่อย

“ให้ไปรับที่โรงแรมเคเค แล้วตัวเองทำไมไปอยู่ที่ตรงนั้น”

มนตกานต์นั่งขมวดคิ้วมองหน้าจอโทรศัพท์ครู่หนึ่ง ก่อนจะกดนิ้วไปยังแอปพลิเคชันใหม่ที่ภารัญลงให้วันนี้ คอเอียงมองสถานที่นัดหมาย กับจุดแดง ๆ อันเป็นที่ตั้งของสัญญาณมือถือภารัญด้วยความสงสัยเพราะมันห่างไกลกันมาก

“หนูกานต์มีอะไรหรือเปล่าลูก” คุณหญิงเพียงเพ็ญเดินเข้ามาหาว่าที่ลูกสะใภ้ภายในห้องนอน

“คุณภารัญส่งข้อความมา บอกว่าเมามากค่ะ ขับรถกลับบ้านไม่ไหว ให้หนูไปรับที่โรงแรมเคเค”

“ขอป้าดูหน่อยสิจ๊ะ” คุณหญิงเพียงเพ็ญหยิบโทรศัพท์ไปดู ค้นหาชื่อโรงแรมแล้วพบว่าที่นั่นเป็นโรงแรมม่านรูดระดับสามดาว หญิงวัยหกสิบห้าปีที่ผ่านชีวิตนี้มายาวนานกดมือถือเข้าไปส่องสตอรี่ไอจีของลิตา ซึ่งเมื่อสามสิบห้านาทีก่อน หล่อนยังนั่งกอดลูกชายของเธอเพ้อแคปชั่นถึงรักอันหวานชื่น

“ปกติภารัญไม่ใช่คนคออ่อน ป้าว่าตอนนี้เขาน่าจะยังเมาไม่มากเท่าไหร่ หนูกานต์ลองไปหาพี่เขาที่ร้านนี้ดูก่อน เผื่อตารัญยังอยู่ที่นั่น ป้าจะให้คนขับรถไปส่ง แล้วเดี๋ยวป้าให้คนขับรถของที่บ้าน ไปรับตารัญที่โรงแรมเคเคเอง หนูเป็นผู้หญิงไปโรงแรมม่านรูดคนเดียวกลางค่ำ กลางคืนมันจะไม่ดี เกิดเรื่องอะไรขึ้นมาป้าจะมองหน้าแม่หนูไม่ติด”

“ค่ะคุณป้า” มนตกานต์พยักหน้ารับ เดินออกมายืนรอรถคันใหญ่ที่มีคนขับนำมาจอดเทียบรออยู่ตรงเชิงบันไดบ้าน

บทก่อนหน้า
บทถัดไป